個人檔案Squall Leonheart (Taie,เ...相片部落格清單 工具 說明

Chiruttikanon Sirawate

職業
尚未新增任何項目。

Squall Leonheart (Taie,เต้ย)

I will be waiting.... for you. If you come here.... You will find me. I promise (Final Fantasy VIII)
這個分享空間沒有任何的音樂清單。
6月1日

ชีวิตการทำงาน office (Working Life after Master Graduation)

สวัสดีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆและผู้คอมเมนทร์ทุกท่าน หลังจากที่ห่างหายไปนานพอสมควรก็ได้ฤกษ์อันเหมาะสมกลับมาอัพสเปซอีกครั้ง คราวนี้ว่าจาเล่าเรื่องราวชีวิตการทำงานตลอดสองเดือนที่ผ่านมาพร้อมกับอัพเดตด้วยว่า เป็นอย่างไรบ้าง และจะมีแถมท้ายข้อคิดเล็กๆน้อยๆของการทำงานมาฝาก

 

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ ตอนนี้เราทำงานที่บริษัท Advance Pharma เป็นบริษัทลูกของ CP (หนีไม่พ้นจิงๆ) ขายพวก food additive พวก seasoning favour แล้วก็ชุดตรวจเชื้อทางอุตสาหกรรมอาหาร เป็นเหมือนบริษัท trading น่ะคือซื้อมาขายไป แต่ทางผู้บริหารพยายามจะทำเองขายเอง ก็เลยมี seasoning เข้ามา ทำงานในตำแหน่งของ Business Development ทีแรกก็งงๆว่างานนี้ทำอาไรพอจารู้คร่าวๆจากบริษัทเก่านี่เอง พี่ manager บอกว่า งานหลักคือหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆมาให้กับบริษัท ค้นหาข้อมูล ทำ market survey เบื้องต้น จากนนั้นก็นำเข้ามาขาย อาไรทำนองเนี้ยแหล่ะ งทีแรกก็ท้าทายมากๆๆ เป็นงานที่น่าสนใจก็เลยตอบตกลงแล้วก็ปฏิเสธที่อื่นไป

 

มาเดือนแรก ก็งงๆเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าบริษัททำอาไรบ้าง เพราะเห็นแต่เซลล์ ก่ะ R&D ทีแรกก็นึกว่าจะมีคนมาเทรนเราเหมือนที่อื่นๆ แต่ปล่าวเลย ดันมีเอกสารหนาปึกมาตั้งบนโต๊ะให้อ่านเอง ยังกะมาเรียนอีกรอบอ่ะ เล่นเอางงอีกครั้ง มาสองสามวันแรกเอาแต่นั่งอ่านอย่างเดียวเลย พอต่อมาก็เริ่มมีงานมาให้ทำบ้าง พี่ manager ก็ให้ค้นหาตัวนู้นตัวนี้ ทาง internet แล้วได้ไปขั้งประชุมประจำปี ไอ้เราก็จดมาเพียบเลย ปัญหาอาไรที่เราคิดว่าพี่ๆเค้ายังขาด หลักๆคือข้อมูลทางการตลาดของที่บริษัท ก็เลยเสนอ project รวบรวมข้อมูลทางการตลาดอัพเดตให้พี่เซลล์ทุกๆเดือนในวงการ food แต่ก็โดนเจ้านายอีกคนเบรกไว้อีกอ่ะ เค้าบอกว่าเรื่องแบบนี้เซลล์เค้าทำกันเองอยู่แล้ว ไม่ต้องทำก็ได้ (ทำกันเองแล้วไมดูเหมือนไม่ค่อยรู้เรื่องเลยอ่ะ) ต่อมาก็มี product ที่จะนำเข้ามาจากเมืองนอก เอกสารเป็นภาษาอังกฤษก็ให้เราอ่านทำความเข้าใจแล้วก็แปล พอแปลทำเสร็จเรียบร้อย ก่ะจะทำ present ก็มีเจ้านายอีกคนมาบอกว่าให้พักไว้ก่อนให้ไปทำตัวอื่นแทน เป็นตัวตรวจวัดอุณหภูมิเป็นของ supplier ที่เค้าจาเอามาให้เราขาย ให้ทำตลาดสำรวจตลาดให้ ดูว่าเหมาะสมกับตลาดไหน เราก็อุตส่าห์ทุ่มเทเต็มที่ ทำแบบสอบถามให้พี่ๆเซลล์ช่วยถามลูกค้า หาตลาดใหม่ รวบรวมข้อมูลทาง internet ทำไปทำมาก็ยิ่งรู้ว่ามันขายได้ยากในอุตสาหกรรมนี้ แล้วตอนหลังมารู้ว่าตัวนี้มันมานานแล้วตั้งแต่ปีที่แล้วอ่ะ แต่พวกพี่ๆเค้าไม่มีแรงกระตุ้นที่จะขาย ก็เลยเอาเราเข้ามาทำเป็นแรงกระตุ้นซ่ะงั้นน่ะ แล้วก็รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอ่ะพี่เซลล์เค้าทำกันเองก็ได้ เหมือนเราทำงานซ้ำซ้อนยังไงก็ไม่รู้ และทีสำคัญงานเราไม่ใช่งานที่เป็น Routine ทำซ้ำๆกันทุกวัน เป็นงานการตลาดที่จะต้องค้นหาข้อมูลอย่าหน้าจอคอมตลอดเวลา อ่านตลอด สำรวจตลอด มีอาไรใหม่ๆทำเรื่อยๆ ทำให้ดูเผินๆเหมือนเราไม่ทำอไรเลยเอาแต่เปิดเนท ทำให้เราซึ่งก็คิดมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กังวลว่าจะมีใครว่าเราว่าไม่ทำงานรึป่าว ใครจะนินทาเราไหม เล่นเอาคิดมากไปหลายวัน เข้าไปคุยเรื่องนี้ก่ะพี่ผู้จัดการบ่อยมาก จนทำให้พอรู้จุดยืน รู้หน้าที่ รู้เป้าหมายของตัวเอง แต่ก็ยังกังวลอยู่เล็กน้อย เพราะสังคมการทำงานน่ะ เราไม่มีโอกาสจะได้รู้เลยว่าเค้าทำอะไรกันไปทำไม ที่เค้ามาทำดี แต่ลับหลังจะเป็นอย่างไร ไม่รู้เลย

 

แต่ก็เหมือฟ้าเปิดพอดี เดือนต่อมาหลังจากที่รวบรวมข้อมูลการตลาดของ product ตัวใหม่จาก supplier จะเตรียม present แต่แล้วก็โดนเบรกกระทันหัน(อีกแล้ว) ด้วยสาเหตุอะไรตอนนั้นไม่รู้รู้แต่ว่าโคตรเซ็ง ทำแทบตายก่ะโชว์เต็มที่ว่าไอ้ที่ค้นๆหน้าคอมอ่ะ ทำอาไรมาบ้าง ที่โทรศัพท์บ่อยๆน่ะทำงานนะ อยากจะโชว์เต็มที่แต่แล้วก็ไม่ได้ซ่ะงั้นน่ะ แต่พอมารู้เรื่องที่เกิดขึ้นก็เหมือนพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส พอดี supplier มายกเลิกไม่ให้เราขายของให้ แต่จาขายเอง เป็นชุดตรวจเชื้อ ไอ้ทางเราที่มีตลาดอยู่พอไม่มีของก็ต้องเสียลูกค้าที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร ที่นี้ก็ต้องรีบหาตัวใหม่ที่เป็นชุดตรวจเชื้อมาแทนโดยเร็วที่สุด งานทั้งหมดเลยตกปุ้กมาที่เราเต็มๆๆ ที่แรกก็นึกว่าแค่หาตัวใหม่แล้วนำเข้ามาก็จบ แต่ปล่าวเลยมันกลายเป็นว่าตัวหใ supplier จะอยู่ที่เมืองนอกไม่มีสำนักงานที่ไทย เพราะฉะนั้นอะไรที่ supplier เก่าเคย support ให้เรานั้นเราต้องทำเองหมด ไม่ว่าจะเป็นโบว์ชัวร์ภาษาไทย Training ให้ลูกค้า  แผนการตลาด การขาย เราทำเองหมด คิดไปคิดมามัน project โคตรยักษ์เลยนี่หว่า คือจะว่าไปก็เหมือนโชคดีอ่ะที่เค้าไว้ใจให้จับงานใหญ่เลย ทั้งที่ทำงานมาได้เดือนเดียว แต่ถ้าคิดอีกมุมนึง คือถ้าสำเร็จก็ดังขายดี ลูกค้าชอบ แต่ถ้าไม่สำเร็จก็โดนด่าเหยียบจมดินไปเลยอ่ะ สรุปว่าเป็นงานที่ท้าทายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ยิ่งทำก็ยิ่งได้เรียนรู้อะไรเยอะขึ้น จนจาไปเป็น R&D ด้าน Microbiology แล้วล่ะ แต่ก็ก่ะว่าจะทำจนกว่าตัวใหม่จะอยู่ตัวในตลาดแล้วให้พี่เค้าจ้างคนมาดูต่ะหาก ส่วนเราก็จะมาทำ Business Development หา product ต่อเพราะงานแบบนี้สรุกและท้าทายดีอ่ะ แต่ตอนนี้ก็ต้องทำตัวนี้ให้ดีที่สุดก่อน เลยเริ่มรู้สึกหัวปั่นเลยอ่ะ

 

เขียนมาซ่ะยาวเลย พอก่อนดีกว่าเอาไว้มาเล่าต่อล่ะกัน อยากจะฝากข้อคิดอาไรถึงคนที่ทำงานแล้วและก่ะลังจะทำงานล่ะกัน คือข้อคิดข้อหนึ่งที่เราได้จากการทำสองเดือนนี้คือ พยายามคิดว่าการทำงานคือการเรียนรู้ สิ่งที่เราคิดเสมอคือคิดว่าเรามาเรียนหาประสบการณ์เพิ่มเติม ไม่ได้คิดว่าจะมาเลียแข้งขาใคร หรือมาเหยียบหัวใคร ไม่รู้อะไรก็ถาม ทำอะไรไม่ได้ก็บอกตรงๆ แล้วถามในสิ่งที่ไม่รู้และอยากรู้ เพราะผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด มาเก็บเกี่ยวให้ได้มากที่สุด แล้วจะมีคนเอ็นดูเราเอง จิงๆๆนะ   

5月1日

Tag (ความลับฮาๆของพ่อฮิบโป) My little secret

สวัสดียามค่ำๆๆเน้อ หลังจากที่ห่างหายไปนานแสนนาน นานเสียจนจำไม่ได้ ในที่สุดก็กลับมาอัพสักที มีเรื่องมากมายอย่างจาอัพเดต แต่ติดที่ว่าโดนออม tag ไว้เมื่อนานมาแล้วต้องสนองซ่ะหน่อย เอาความลับ 5 ข้อที่ไม่เคยบอกใครใช่ไหมได้เลย

 

1.     สมัยเด็กๆๆก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่เมืองกรุง เคยโดนให้เฝ้าบ้านสองคนก่ะน้องชายอ่ะ ตอนนั้นป. 2 ได้มั้ง พ่อแม่ทำงาน ปล่อยให้เด็กประถมเฝ้าบ้านสองคน ก็ร้องไห้สิครับ ร้องลั่นบ้านทุกวันเลย กอดคอร้องก่ะน้องชายสองคน กลัวผีบ้าง กลัวโจรบ้าง เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งฝนตกไฟดับทั้งบ้าน นั่งกอดน้องชายสองคนร้องไห้อยุ่หน้าประตูบ้าน จนลุงๆป้าๆข้างบ้านวิ่งมาดู นึกว่ามีขโมยขึ้นบ้าน กลายเป็นเรื่องใหญ่โต ทีแท้กลัวนี่เอง คิดแล้วก็ขำ (เรื่องนี้เปิดเผยเป็นครั้งแรกน่ะเนี่ย)

2.     ตอนเด็กอีกนั่นแหล่ะ เกลียดยาแคปซูลมาก กลืนไม่ได้ ต้องแกะเทผงใส่ช้อนกิน (เพื่อนๆคงเคยนะ) ต่อมาขมไม่ไหว แกล้งโกหกพ่อว่ากลืนได้แล้ว พอได้ยามา ก็เอาไปโยนทิ้งไว้ข้างตู้เย็น สะสมๆมาเรื่อยๆๆทุกครั้งที่ต้องกิน วันหนึ่งพ่อทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ มาดูลังข้างตู้เย็นต้องตกใจ ยาแคปซูลเพียบ สีสันสดใสทุกเชดสี ไหลลงมากองกับพื้น วันนั้นก็เรียบร้อยครับโดนตีไปตามระเบียบ

3.     เคยมีประสบการณ์ไร่แห้วมาแล้วเบ็ดเสร็จรวม 7 ครั้ง (ไร่แห้วคือการไปจีบเค้าแล้วเค้าไม่สนใจ คนล่ะอาการกับอกหักนะ) จนได้ฉายามาว่าเป็นประธานสมาคมไร่แห้วบ้างล่ะ เจ้าของกิจการแห้วกระป๋องบ้างล่ะ จะยกตัวอย่างแต่เคสฮาๆๆล่ะกัน ก็มีเคสที่ได้รับแห้วกระป๋องจากสาวครั้งแรก อุตส่าห์ตามจีบตามตื้ออยู่นาน จนวันวาเลนไทน์ ลงทุนซื้อดอกไม้ราคาสามร้อยกว่าบาท (สมัยนั้นถือว่าแพงมากสำหรับเด็กม.ต้น) พอให้ปุบสาวเจ้าก็ให้ของขวัญกลับมากล่องนึง ไอ้เรารึก็ดีใจ ร้อยวันพันปีไม่เคยมีปฏิกิริยามาตอนนี้ มีให้ของขวัญซ่ะด้วย ก่ะเอาไปแกะที่บ้านเต็มที่ถือภูมิใจอยู่ทั้งวัน สาวเจ้าก็แอบหัวเราะ พอกลับมาเติมที่บ้าน อนิจาแห้วกระป๋องนี่เอง เล่นเอาเหี่ยวไปหลายวัน (หมายเหตุอยากทราบเรื่องของไร่อื่นๆ แนะนำว่าให้มอมเหล้าสิ แล้วจาหลุดมาให้ฟังเอง)

4.     ทั้งชีวิตเคยถูกอาจารย์ด่าลงโทษรุนแรงมาแล้วสามครั้ง ครั้งแรกโดนอาจารย์ภาษาไทยทีมตกเก้าอี้ขณะเรียนเนื่องจากลายมือไม่สวย (ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย อาจารย์แกคงดีใจเนาะ) ลงไปกลิ้งหลายตลบเลย ครั้งที่สองโดนอาจารย์ภาษาไทย (อีกแล้ว) กระชากคอเสื้อ แต่ไม่ได้ในชั่วโมงเรียน เนื่องจากแกเป็นหัวหน้าระดับม. 1 ตอนนั้นจำได้สมเด็จย่าท่านป่วยโรงเรียนมีให้นักเรียนมาเซ็นชื่อสมุดถวายพระพร เราเป็นหัวหน้าห้องพาเพื่อนๆไปเซ็นที่ห้องที่อาจารย์ท่านนั้นสอนอยู่ เพื่อนคุยกันเสียงดัง อาจารย์เรียกเราเข้าไปคุยบอกว่าทำไมไม่ช่วยดูแลเพื่อนๆๆ เราก็งงแล้วอาจารย์ก็กระชากคอเสื้อเราขึ้นมาขณะงง หาว่าเราไปมองหน้าเค้า (ซ่ะงั้นน่ะ) เหมือนจาโดนต่อยเลย (อาจารย์ผู้หญิงนะ) หาว่าเราไม่มีมารยาทแล้วก้ไล่เราไปไม่ให้เซ็น (ซ่ะงั้นอีก) เล่นเอางงไปหลายตลบเช่นกัน จากนั้นมาไม่กล้าเค้าใกล้แกอีกเลย แต่มารู้ทีหลังว่าแกช่วยเสนอชื่อเราไปรับรางวัลผู้นำดีเด่นของโรงเรียน ในปลายเทอมสอง เลยยิ่งงไปใหญ่อีกครั้ง ครั้งที่สามก้อย่างที่รู้ๆๆกานอยู่คงไม่ต้องเล่าแล้วอ่ะมั้งเดี๋ยวจาฉายหนังซ้ำ (เจ้ประจำภาคเราไง หยุดเดี๋ยวนี้นะเธอ หยุดเลยหยุด)

5.     ข้อสุดท้ายซ่ะที ตอนม.ต้นเป็นหัวหน้าห้องสามปีซ้อน ได้ฉายาว่า หัวหน้าห้องฟุตเหล็ก เพราะอารไรน่ะรึ ก็เล่นใช้ฟุคเหล็กเป็นอาวุธประจำตัว ไล่ฟาดเพื่อน ใช้คุมเพื่อนเวลาไม่เข้าถอย บางทีเพื่อนคุยกันดังเราเดินไปหลังห้องปาฟุตเหล็กจากหลังห้องมากระทบกระดานหน้าห้องขู่เพื่อนซ่ะงั้นน่ะ (แต่มันเงียบแปบนึงก็มาคุยเหมือนเดิม) ขำสุดก็ทีถือฟุตเหล็กวิ่งไล่เพื่อนรอบห้องเนี่ยแหล่ะ ร้องไห้ด้วยนะ แบบว่าโมโหมากๆๆไง ฮาจิงๆๆ

 

กว่าจะหมดก็ยาวและ เอาไว้คราวหน้าจะมาอัพเดตเรื่องอื่นล่ะกาน จิงๆๆความลับยังมีเยอะเลยนะ ท่าทาง 5 ข้อจาไม่พอนะเนี่ย เอาไว้ จาเขียนเป็นหนังสือดีกว่า อิอิ ชอบใจเรื่องไหน ติชมได้นะจ๊ะ

3月2日

เพื่อน

เพื่อน คำคำนี้อาจดูเป็นคำสั้นๆง่าย ที่อธิบายอะไรได้หลายๆๆอย่าง หรืออาจจาสำคัญมากสำหรับคนบางคน หรืออาจจาแทบไม่มีความสำคัญเลยกับบางคน หรือบางคนอาจจามีคนให้ใช้คำคำนี้เรียกมากมาย บางคนอาจมีน้อยแต่ก็เรียกได้อย่างเต็มปาก ลองมาคิดเล่นๆดูสิว่า ตลอดชีวิตของเพื่อนๆที่ผ่านมา 20 ก่าปีเนี่ย มีคนรู้จักที่เรียกว่าเพื่อนเนี่ยสักกี่คน อาจจามีเป็นพัน หรืออาจจามีเป็นหมื่น หรือบางคนอาจามีแค่หลักสิบ ก็ขึ้นอยุ่กับว่าเราให้ความหมายของคำคำนี้ว่าอย่างไร

 

เกริ่นมาซ่ะยาวเลย จิงแล้วแค่อยากจามาเล่าว่าเมื่อวานซืนไปพบเจอเพื่อนเก่าสมัยม.ปลายมา หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานมากๆๆๆ (เนื่องจากตูเบี้ยวมันตลอด ไม่ว่ามันจาโทรมาชวนกี่หน แย่จิงๆๆ)   ปายกินร้านญี่ปุ่นเนื้อย่างอาไรสักอย่างแถวๆพระโขนงอ่ะ ปายก็คุยกันตามประสาเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน แต่ฏ้ไม่ได้ถึงขนาดกับนัดทั้งห้องอ่ะ แค่เพื่อนในกลุ่มเดียวกานเอง มากันหกคน ทีแรกก็ไม่ค่อยอยากไปเท่าไร เพราะทุกคนมีงานทำเป็นหลักแหล่งกานหมด แล้ว เราสิลอยไปลอยมาอ่ะ ไปแล้วก็อายอ่ะ ต้องโดนถามแน่เลยว่าทำอาไรอยู่ แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี

 

ที่อยากเล่าจิงๆแล้วนี่ คือเรารู้สึกว่าเราไม่สามรถคุยกับเพื่อนม.ปลายได้อย่างสนิทใจเลยอ่ะ ทำไมก็ไม่รู้เวลาไปเจอกันทีไร เราจาต้องเป็นคนที่รู้สึกอึดอัด ไม่รู้จาไปคุยกับใคร ทั้งๆที่เราก็สนิทกันมาก่อนนะ เหมือนกับเรารู้สึกว่าเราไม่ใช่พวกเค้าไปแล้วอ่ะ แรกๆเค้าก็พยายามชวนเราคุยนะ หลังๆคงเบื่อเริ่มห่างๆไปเรื่อยๆแล้วอ่ะ คุยกานที่ไรเราหลุดวงโครจรทุกที ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราเองรึป่าวที่คิดมากไปเอง เมื่อตอนม.ปลายมีเหตุการณ์นึวงที่เกิดขึ้นแล้วจำฝังใจไปเลย ทำให้คิดว่าเพื่อนๆเกลียดเรา จนถึงทุกวันนี้ความคิดนี้ก็ยังมีอยู่อ่ะ มันเป็นสาเหตุทำให้เราหาเรื่องเบี้ยวนัดพวกนั้นตลอดเลยอ่ะ เพราะมาเจอกันทีไร ก็รู้สึกอึดอัดทุกที รู้สึกเหมือนคุยกับใครไม่ได้เลยอ่ะ แต่เพื่อนเราก็ดีเหลือเกินนะ มันก็พยายามที่จะเรียกเราทุกครั้งที่นัดเจอกันเลย ทำให้เรารู้สึกผิดอ่ะ

 

พอมานั่งคิดๆดูแล้ว มันเป็นที่เราเองแหล่ะ ที่ปฏิเสธพวกเค้า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไม อาจจาเป็นเพราะว่าเราเป็นคนเดียวในกลุ่มที่มาเรียนไกลที่สุด มาเจอน้อยที่สุดรึป่าว ทำให้ช่องว่างมันเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับตัวเราเองด้วยแล้ว ที่มีนิสัยไม่ดีอย่างนึง คือจะไม่ค่อยโทรหาเพื่อน ถ้าไม่มีเรื่องของตัวเองอยากคุย ไม่ค่อยมีที่จะโทรไปถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของเพื่อนเลย มาคิดๆดูแล้ว เราก็เป็นเพื่อนที่แย่เหมือนกันอ่ะ นี่คงจาเป็นอีกสาเหตุนึงที่เอนม.ต้น ประถม หายไปกานหมดเลย ทั้งๆที่เมื่อก่อนสามารถคุยกับเพื่อนกลุ่มนี้ได้ทุกคนอย่างสนิทใจอ่ะ แต่ทำไมพอมาเจอกันอีกทีถึงรู้สึกเหมือนเป็นคนอื่น เหมือนกลุ่มที่เรานั่งคุยด้วยอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ที่ของเราอ่ะ พอคิดมากไปก็เริ่มกลัว เริ่มคิดว่าสิ่งเหล่านี้จาเกิดขึ้นกับเพื่อนคนอื่นๆอีกรึป่าว จะเกิดขึ้นกับเพื่อนมหาลัยอีกไหมอ่ะ ถ้าเกิดขึ้นอีกเราจะทำยังไงอ่ะ เราจะกลายเป็นคนที่ไม่เหลือเพื่อนเลยสักคนใช่ไหมอ่ะ ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว ยิ่งเครียด มันอาจจาเป็นเพราะตัวเราเองจิงๆๆก้ได้อ่ะ แต่ก็ดีใจนะ ที่เพื่อนกลุ่มนี้จะคิดถึงเราเสมอ จะพยายามชวนเราเสมอ ถึงแม้เราจะเบี้ยวบ่อยแค่ไหนก็ตาม พยายามที่จะติดต่อเรา มาหาเราทั้งงานรับปริญญา และมาส่งเราตอนเราไปเรียนต่อ ทำให้เรารู้สึกซิ้งใจและก็รู้สึกผิดในเวลาเดียวกัน หรือเพราะความรู้สึกนี้ ทำให้เราไม่กล้าที่จะคุยกับพวกเค้า ไม่กล้าที่จะไปสนิทด้วยเหมือนเดิมอ่ะ

 

ก็อยากจะขอโทษเพื่อนๆกลุ่มม.ปลายของเราทุกคนนะ ถ้ามีโอกาสได้มาอ่าน ขอโทษทีนัดทีไรแล้วเราจะไม่ค่อยไป ขอโทษที่เราไม่ค่อยได้โทรหา หรือพูดคุยกันเวลาที่นัดเจอกัน ขอโทษทีเราไม่ได้เป็นห่วงเป็นใย หรือร่วมทุกข์สุขด้วยกัน ขอโทษที่เราไม่กล้าที่จะเข้าไปคยหรือร่วมวงสนทนาด้วย และก็ขอขอบคุณที่คิดถึงเราทุกครั้ง ขอบคุณที่ยังไม่ละความพยายามที่จะนัดเจอเรา ที่จะชวนเรา ที่จะพยายามเข้าหาเรา ขอบคุณที่จะพยายามคุยกับเราทุกครั้งถึงแม้จะคุยกันได้ไม่กี่นาทีก็ตาม ขอบคุณมากๆๆ ขอบคุณจิงๆๆ

 

และสุดท้ายอยากจะให้รู้ไว้ว่า เราอยากที่จะเข้าไปคุยกับพวกนายได้สนิทใจเหมือนเดิม อยากที่จะไปร่วมนัดเจอทุกครั้งที่เรียก อยากจะมีส่วนร่วมทุกครั้ง และจะพยายามทำให้ได้ด้วยนะ ขอบคุณมากๆๆจิง

 

ปล.ขอบคุณเพื่อนๆของเราทุกๆๆคนเลยนะคร้าบบบ ไม่ว่าจะเป็นประถม ม.ต้น ม.ปลาย มหาลัย ปริญญาตรี ปริญญาโท ที่ยอมคบเรา และให้ความสำคัญกับเรามาตลอด และยังเห็นเราเป็นเพื่อนตลอดไป  ขอบคุณคร้าบบบบ

2月10日

My true feeling right now.

Hello my friends

 

After a long long time that I have to suffer from love pain for many many times. Today, I realize some fact of my feeling and my mind about why do I have to keep searching for love and to keep continuing to get myself in broken heart situation. The reason why this thinking happen because I have read one of my friend article from his space so thank you for him that help me to understand that fact and start to think and do something about it.

 

The fact that I discover is about my mind that still thinking about my ex-girlfriend N’Mai. I know that we have a lot of memory together for 3 years and I finally can’t forget about her even though the time has pass for almost a year. My heart still keeps trying to find someone who can replace her who can beside me who can cheer me up who can be with me like her. Hurr. Then I have realize that all the thing that I have done for almost a year about love and getting broken heart, is to find someone like her. And those are a complete waste of time.

 

I didn’t want to love someone for serious and didn’t want to have or start new relationship with someone. All I want is just someone who can be with me like her. Now, she has already got new boyfriend who may be able to give her something that I couldn’t. And I couldn’t see or talk or meet her anymore.

 

I wish I could turn back time. I just want to fix many bad things that I have done to her, many ignorance that I did to her, many apologies that I want to give to her. But it won’t happen anymore. She won’t come back to me and she will never know about my feelings now. Because she has someone who can be with her who can give her some warm kind and honest love than me.  

 

So what I should do now? Should I continue trying to forget about her or should I try to get her back and tell her how I feel guilty about my past. I don’t know the answer of that question. All I know is I still missing her and thinking about her always and no one can be replace her in my mind.

 

Arhhhh, what I should do somebody help me please  

 

1月30日

ความรักของนาย ต (A story of TOR's Love)

สวัสดีกันอีกครั้งนะเพื่อนๆและผู้อ่านทุกท่าน หลังจากที่กลับจากเมืองไทยแล้วหายไปจากการอัพสเปซนานมากๆๆๆๆๆๆๆๆ มาคราวนี้มีเรื่องเศร้าๆของผู้ชายน่าโง่คนหนึ่งมาเล่าให้ฟัง ลองอ่านกันดูนะ

 

ผู้ชายคนนี้ขอเรียกนิคเนมว่านาย ต ล่ะกัน  นาย ต เคยมีชีวิตที่เรียกว่าล้มลุกคลุกคลานพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องการงาน เรื่องเพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่งเรื่องความรัก เคยอกหักกินแห้วกระป๋องมาแล้วเฉลี่ยเกือบสิบครั้ง แต่ก็เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนถึงสองครั้ง แล้วก็โดนผู้หญิงทิ้งทั้งสองครั้งเพราะความโง่ของตัวเอง โดยเฉพาะครั้งที่สองนั้น เพราะความงี่เง่า ที่ขี้งอนไม่เข้าเรื่อง ทำให้นาย ต คนนี้ปล่อยปะละเลย คนที่รักเขามากที่สุด จนทำให้คนคนนั้นหมดความรู้สึกดีๆที่มีให้เขา และไปหาคนใหม่ที่เห็นคุณค่าของเธอมากกว่านาย ต ทำให้นาย ต เสียใจมากมาย จนถึงทุกวันนี้ เพียงแค่ใครเอ่ยถามถึงชื่อผู้หญิงคนนี้ หรือเพียงแค่เอ่ยถึง นาย ต ก็จะเริ่มรู้สึกซึมกระทือไม่เป็นตัวของตัวเองไปในทันที แต่ถึงกระนั้นก็ตาม นาย ต ก็ ไม่เข็ดหลาบ ยังไปตามหาความเจ็บปวดความเจ็บช้ำให้กับตัวเอง โดยเข้าไปหารุ่นน้องคนหนึ่ง โดยหวังว่าเค้าจะมาช่วยฉุดนาย ต ขึ้นมาจากความเศร้านี้ได้ แรกๆรุ่นน้องคนนี้ ก็พอช่วยนาย ต ให้บรรเทาความเศร้าลงไปบ้าง ไม่ว่าจะไปเที่ยวด้วยกัน ไปดูหนัง ไปเดินตลาดนัด ไปกันสองคน จนกระทั่งเพื่อนของรุ่นน้องคนนั้น คิดว่านาย ต เป็นแฟนกับรุ่นน้องคนนั้นไปแล้ว แต่ความจริงนั้น ไม่มีใครรู้ได้ นอกจาก นาย ต กับน้องคนนั้นเท่านั้น ความจริงคือน้องคนนั้น ไม่เคยคิดอะไรกับนาย ตเลย นอกจากคำว่าพี่ชาย เพียงเท่านั้นเอง น้องเค้าเพียงต้องการคนที่อยู่เป็นเพื่อนแก้เหงา อยู่คอยคลายเครียด คอยฟังเค้าระบายเพียงเท่านั้น ไม่ได้ต้องการให้นาย ต ก้าวเข้ามาในชีวิตเค้ามากไปกว่าคำว่าพี่ชายเท่านั้นเอง นาย ต เองก็รู้ว่า น้องเค้าคิดแบบนั้น แต่ก็ไม่วายที่จะคิดเข้าข้างตัวเอง โดยอนุมานเอาจากการกระทำของน้องเค้า ทำให้มีความหวังเล็กๆว่า น้องเค้าคงจะหันมาชอบนาย ต หันมาเห็นความดีของนาย ต เข้าสักวัน ทั้งๆที่รู้ว่าน้องคนนี้ เค้ามีคนเข้ามาจีบมากมาย หนึ่งในนั้นก็เป็นรุ่นน้องนาย ต อีกเช่นกัน ขอให้ชื่อว่านาย ว ล่ะกัน นาย ว ก็เข้ามาจีบน้องคนนี้มาก่อนหน้านาย ต ซ่ะอีก  และแน่นอนคะแนนก็ย่อมต้องนำมาก่อน แต่นาย ต ก็ไม่เข็ด โดยหลงคิดไปว่าน้องเค้าให้ความสนิทสนมกับนาย ต มากกว่านาย ว ซึ่งความจริงนั้น มีแต่น้องคนนั้นเท่านั้นที่รู้ ทีแรกนาย ต ก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะคิดอะไรกับน้องคนนั้น แต่ด้วยความสนิทสนม และนิสัยน่ารักขี้อ้อนของน้องคนนั้นแล้ว ทำให้นาย ต ค่อยๆหลงเข้าไปทุกทีๆ จนมารู้ตัวอีกที ก็กลายเป็นชอบน้องคนนั้นไปซ่ะแล้ว

 

ต่อมานาย ต ก็คิดว่า น้องเค้าน่าจะสนิทกับนาย ต ได้สักพักหนึ่งแล้ว อยากที่จะสารภาพบอกความรู้สึกไป แต่ด้วยความที่กลัวผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น กลัวว่าน้องเค้ารู้แล้วจะไม่ชอบ และตีห่างไปจากนาย ต จึงไม่กล้า บอกได้แต่ถามอ้อมๆถึงความรู้สึกของน้อง ต่อนาย ว นั่นเอง ทำให้นาย ต รู้ว่า ตัวเค้านั้น ไม่ได้อยู่ในใจของน้องคนนั้นเลย เป้นเพียงแค่คนแก้เหงา เวลาที่น้องเค้าเบื่อ โกรธหรือรำคาญนาย ว เท่านั้นเอง นาย ต คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะถอยห่างออกมาจากน้องคนนั้นสักที ให้นาย ว กับน้องคนนั้นเค้าอยู่กันอย่างเป็นสุขจะดีกว่า แต่พอจะถึงเวลาทำเข้าจิงๆก็ทำไม่ได้ เนื่องจากมันได้ถลำลึกเข้าไปมากเกินไปแล้ว มากเกินกว่าที่จะออกมาได้โดยไม่เจ็บอีกแล้ว และไอ้คำว่าความหวังเล็กๆๆยังคงอยู่ในจิตใจของนาย ต ด้วยหวังว่าเมื่อนาย ต สารภาพความรู้สึกไปแล้ว น้องอาจจะมาเห็นใจ และชอบนาย ต ก็เป็นได้ นาย ต จึงตัดสินใจที่จะบอกความรู้สึกนี้ต่อน้องคนนั้น แต่เมื่อนาย ต คิดที่จะบอกมันก็สายไปเสียแล้ว น้องเค้าพยายามปฏิเสธที่จะรับฟังความในใจของนาย ต เหมือนรู้ว่า นาย ต จะมาพูดอะไร เหมือนเป็นการตัดเยื่อใยกลายๆ เพียงเพราะไม่อยากให้นาย ต คิดมาก นาย ต จึงตัดสินใจ ส่งอีเมล์ และSMS โดยหวังว่าน้องเค้าอ่าน และถ้าน้องเค้าเห็นใจคงจะตอบกลับมา จนแล้วจนรอด ก็เงียบหายไป นาย ต จึงตัดสินใจที่จะถอยออกห่าง จากจิตใจของน้องเค้าสักที แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้รึป่าว ได้แต่เพียงนั่งเศร้า คิดถึงตอนที่อยู่กับน้องเค้า ตอนที่ไปเที่ยวด้วยกันกับน้องเค้า เท่านั้นเอง

เป็นไงสนุกไหมเรื่องนาย ต ยังไม่จบนะยังมีต่ออีก ถ้าอยากรู้บทสรุปของความรักนาย ต ว่าจะเป็นอย่างไรก็ทิ้ง comment กันมานะจ๊ะ โปรดติดจามกันว่านาย ต จะทำอย่างไรให้ตัดใจออกห่างจากน้องเค้าไปได้สักที

12月9日

My Graduation Day

My Graduation day

 

สวัสดีท่านผู้ติดตามทุกท่าน ไม่ได้อัพมานาน เพราะพักหลังนี้ไม่ค่อยเห็นคนมาสนใจเลยอ่ะ แอบน้อยใจนะเนี่ยคอมเมนทร์น้อยไปอ่ะ แต่ไหนๆๆก็จากลับแล้ว จะเขียนส่งท้ายซ่ะหน่อยนะก่อนกลับ

 

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกาที่ผ่านมาอ่ะ เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของเราเลยทีเดียว เป็นวันที่ได้เป็นวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต หลังจากที่พยายามมาปีกว่า พิธีของที่นี่เป็นแบบเรียบง่ายมาก จัดงานใน Stadium of Light เป็นสนามบอลของทีม Sunderland ณุปแบบงานก็เป็นแบบง่ายๆๆ ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากเลย ทุกสิ่งทุกอย่างจองผ่าน Internet ทั้งหมด  ไม่ว่าจาเป็นชุดครุย ที่นั่งทั้งของแขก และของเราเอง ก็สะดวกดีนะ ไปถึงก็ไปรับชุดครุยเลยอ่ะ แล้วก็ไม่มีซ้อมไม่มีอาไรเลย ไปถึงก้ไปรับเลยอ่ะ ไม่เหมือนบ้านเราที่ต้องมีซ้อมอย่างน้อยสองครั้งเลยนะเนี่ย วันที่ไปรับเป็นช่วงบ่าย เสียดายมากที่มารู้ทีหลังว่าชุดครุยให้ยืมได้วันเดียวอ่ะ คือเช่าวันเดียวแล้วก้คืนเย็นวันนั้นเลย แล้วแถมต้องคืนหกโมงเย็นอ่ะ เรารับบ่ายเลยไม่มีเวลาเอาชุดไปถ่ายที่มหาลัยเลยอ่ะเสียดายมาก กว่าจารับเสร็จก็ต้องคืนชุดแล้วอ่ะ เสียดายจิงๆๆ ทีแรกก่ะจาเอาชุดกลับไปถ่ายก่ะเพื่อนๆซ่ะหน่อย แต่มันแพงมากๆๆเลยถ้าสั่งตัดอ่ะ ตกราคาประมาณเกือบสองหมื่นได้อ่ะ แพงโคตรเลย สู้ไม่ไหว เลยบอกให้น้องชายถ่ายทุกรูป ทุกมุม ทุกส่วนของชุดครุยเลย ก่ะว่าจาเอากลับไปตัดที่เมืองไทยเก็บเอาไว้อ่ะ ท่าทางจาถูกกว่ากันเยอะเลยอ่ะ

 

พอไปถึงก็ตรงเข้าไปรับชุดครุยก่อนเลย โดยที่เค้าจะให้เราแอบเข้าประตูข้าง ตอนไปเราก็เห่อจัดเค้าให้ไปก่อนบ่ายสามสักครึ่งชั่วโมง แต่เราไปตั้งแต่บ่ายโมงอ่ะ แต่ก็ดีนะได้มีโอกาสไปเอาชุดก่อน ไม่งั้นคนต่อคิวเพียบเลยอ่ะ พอไปถึงก็เจอเพื่อนอินเดียสองคน เค้าบอกว่าเค้ามาจองเข้ารับตอนบ่ายไม่ทันเลยต้องมาจองตอนเช้าอ่ะ เค้าจารอเพื่อนเรามากันครบตอนบ่ายแล้วถ่ายรูปด้วยกัน พอเข้ามาถึงด้านในก็เจอดักด้วยร้านถ่ายรูปเลยอ่ะ มีถ่ายรูปที่ระลึก คือเค้าจะมีใบปริญญาปลอมให้ถือม้วนมีสัญลักษณ์มหาลัยอย่างดีให้ถือแล้วก็ถ่ายรูปอ่ะ แล้วจาส่งรูปกลับไปอีกเดือนนึงอ่ะ แพกเกจก็โคตรแพงเลยอ่ะ มีทั้งถ่ายคนเดียวยันถ่ายก่ะครอบครัวอ่ะ แม่บอกว่าถ่ายคนเดียวพอแล้น ถ่ายกันหมดแพงอ่ะ ก็เลยเอาแค่นั้น แล้วเค้าก็ให้เข้าไปพักในบาร์ เราก็พยายามจาไปหาเพื่อนเราให้เจอ ไปถ่ายรูปด้วยกาน กว่าจะหาเจอ แต่เนื่องจากไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษมานาน เจอหน้าเพื่อนก็ม่ายรู้ว่าจาคุยอารายก่ะมันดีอ่ะ คิดม่ายออก แถมบางทียังฟังมันไม่ออกด้วยซ้ำอ่ะ แย่เลย แต่เพื่อนๆๆเรามีแต่คนชมน้องเติ้ลนะ บอกว่าน้องเติ้ลน่ารัก แล้วก็มีแต่คนสงสัยว่าใช่น้องเราจิงๆๆอ่ะป่าว พอถึงเวลาเข้าไปข้างในงาน ให้คนรับเข้าไปก่อน แล้วผู้ร่วมงานตามไปทีหลัง งานรับก็เป็นแบบง่ายๆๆไม่ค่อยมีอาไร มีอธิการก่ะรองมาพูดอาไรนิดหน่อย แล้วก้เรียกชื่อพร้อมกับประกาศปริญญาที่ได้ ให้ขึ้นไปจับมือก่ะรองอธิบดี (Vice Chancellor) แล้วก็อธิบดี (Chancellor) จากนั้นก็ลงไปรับใบปริญญาด้านล่างอ่ะ แล้วถ้าใครที่ได้ distinction หรือเกียรตินิยมอันดับหนึ่งก็จะมีประกาศบอกว่าได้ด้วยอ่ะ (แต่เราไม่ได้ อิอิ) เราเข้าไปรับเป็นคณะแรกๆๆเลย ไม่รู้ว่าเค้าเรียงกันยังไง แรกๆๆก็ตื่นเต้นอ่ะ ซ้อมก็ไม่เคยซ้อมไม่รู้ว่าต้องขึ้นไปทำอารายบ้างอ่ะ กลัวขึ้นไปทำเป๋อๆข้างบนอ่ะ แต่โชคดีที่ไม่ได้รับเป็นคนแรกเลยพอมีตัวอย่างดูก่อน พอถึงคราวเราก็รีบเดินไปจับมือรีบเดินลงเลยอ่ะ (ตอนหลังแม่มาบอกว่าถ่ายรูปไม่ทันไมลงเร็วจัง) แล้วก็พึ่งมารู้ว่า เค้าไม่ว่าอารายอ่ะจาขึ้นไปทำอารายก็ได้ ก่ะ Chancellor แล้วคนอ่านจารอจนกว่าเราจาลงถึงจะประกาศชื่อคนต่อไป ไม่เหมือนบ้านเราที่เร่งเอาเร่งเอาเลยเนาะ บางคนขึ้นไปจับมือแล้วบอกให้ Chancellor หันไปถ่ายรูปอ่ะ บางคนก็เล่นท่าทางตอนขึ้นไปรับซ่ะนานเลยอ่ะ พอรับเสร็จก็มีการมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิต แล้วก็มอบปริญญาเอก ปริญญาเอกที่นี่ให้ความสำคัญมากๆๆเลย มีประมาณสิบกง่าคน เค้าจะอ่านชื่อแล้วก็อ่าน Abstract ของงานวิจัยเค้าให้ฟังด้วยอ่ะ แล้ว Chancellor ก็มาสวมหมวกก่ะเสื้อครุยป.เอกให้อ่ะ เห็นแล้วก็อยากได้บ้างนะเนี่ย แต่ไม่รู้จาได้เรียนรึป่าวน่ะสิ

พอรับเสร็จก็รีบลงไปถ่ายรูปก่ะเพื่อนๆๆข้างล่าง เพราะว่าไอ้จูมาอ่ะ ดีใจมากๆๆเลยที่มันมา พอรู้ว่ามันมาถึงแล้วก็กลัวว่ามันจะรอนาน เลยรีบลงมาถ่ายรูปก่ะมันเลยอ่ะ แล้วก็ถ่ายรูปก่ะเพื่อนหลายๆๆคนอ่ะ แต่ตอนนั้นทีจริงเราต้องไปขึ้นไปกินเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ข้างบนนะเนี่ย อดเลยอ่ะ แต่ไม่เป็นไรเพื่อนเพื่อนสนิทซ่ะอย่าง จูมันลงทุนมาหาทั้งที น่ารักจิงๆๆเลยหลานรักเอย จากนั้นก็ถ่ายรูปจนวินาทีสุดท้ายก่อนหกโมงครึ่ง ค่อยคืนชุดอ่ะ เรียกว่าใช้จนคุ้มกันเลย แต่เพื่อนเราอ่ะดิที่รับด้วยกันอ่ะ คืนชุดกันเร็วมากบางคนรับเสร็จคืนเลย เค้าไม่ค่อยให้ความสำคัญกับงานนี้เท่าไรนะ ไม่เหมือนคนไทยอ่ะ ที่โคตรบ้าเลยทั้งถ่ายรูปทั้งชุดอ่ะ เค้ารับเสร็จถ่ายสองสามแชะก้รับกลับไปเลยอ่ะ ก็แปลกดีเนาะ

 

พอแค่นี้ก่อนดีก่า เริ่มจายาวอีกแลวเดี๋ยวจาไม่มีใครอ่าน ก่อนจาจบ ก็ต้องขอขอบคุณ คุณพ่อ คุณแม่ ที่ทำให้เราได้มาเรียนที่นี่ ได้เรียนคอร์สที่อยากเรียนจนจบ ขอบคุณเพื่อน แคท, ตาล, พี่แก้ว ที่ช่วย provide ข้อมูลสำหรับ Marketing assignment ขอบคุณ เปิ้ล มิว แนน อาท ออม และเพื่อนๆๆอีกหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยถึง ที่คอยช่วยให้กำลังใจ และเป็นเพื่อนคุย ฟังเราระบาย ทำให้เรามีกำลังใจในการเรียนต่อไป ในช่วงที่เรามีปัญหาหัวใจ ขอบคุณน้องใหม่ที่เป็นกำลังใจให้พี่ในช่วงการเรียนช่วงแรก และช่วยทำให้พี่เข้มแข็งขึ้น และหันมาสนใจอนาคตมากขึ้นในช่วงหลัง ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ Biotech TU และ Science TU ที่ช่วยทำให้เรามีประสบการณ์และความรู้หลายอย่างที่นำเอาไปใช้ในอังกฤษได้มากมายอย่างเหลือเชื่อ ขอบคุณ อาจารย์ ดร.ชนัญ ที่เป็นทั้งที่ปรึกษาและแรงผลักดัน ให้เราได้มาเรียนคอร์สนี้จนจบ และที่สำคัญ ขอขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกๆคนที่ มีส่วนช่วยไม่มากก็น้อยในความสำเร็จครั้งนี้ และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณตัวเอง ที่พยายามแล้วพยายามอีก ไม่ว่าจะมีเรื่องอาไรมากมายมาทำให้ล้ม แต่ก็รวบรวมกำลังลุกขึ้นมาได้ ขอขอบคุณทุกๆๆคนจากใจจริงคร้าบบบ

 

ปล.เจอกันอีกทีที่เมืองไทยน้า วันที่ 11 ธันวานี้เราจาไปถึงเมืองไทยแล้ว แล้วนัดเจอกันได้เลยนะจ๊ะ ใช้เบอร์เดิมจ้า 0891291832

12月1日

European Trip Episode 3.1 (Roma&Forlence)

และแล้วก็รีบมาเขียนต่อก่อนจากลับบ้าน เดี๋ยวจาไม่จบสักทีเนาะ มีคนบอกว่าให้เขียนรวมเล่มเป็นหนังสือนำเที่ยวเลย ก็คิดอยู่เหมือนกันอ่ะ แต่จามีใครสนใจจาเป็น sponsor พิมพ์ให้เราไหมอ่ะ แล้วถ้าขายได้จาแบ่ง % ให้อิอิ แต่ถ้าขายไม่ออกเราชิ่งนะ ว่าแล้วก็มาต่อกันดีก่า

 

พอหลังจากเที่ยวปิซ่าเสร็จ วันรุ่งขึ้นก็มาเที่ยวที่เมืองฟลอเรนซ์ต่อ ตอนคืนที่กลับมาที่พัก กลับแท็กซี่อีกครั้ง รถแท็กซี่ออกตัวก่อนเลยว่าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ก็ขับมารับเรานะ พอเราบอกจาไปไหนมันก็ไปเลย ขับได้น่ากลัวมาก ยังก่ะรถเมล์คันเขียวบ้านเราเลยอ่ะ เฉี่ยวไปมา พอจะให้ไปส่งหน้าโรงแรมมันก็บอกว่ามันฟังไม่รู้เรื่อง มันเกลียดภาษาอังกฤษ แล้วมันก็เอาตังค์ขับรถไปเลยอ่ะ เซ็งเลย แล้วก็ไปซื้อพิซซ่าที่ร้านข้างๆโรงแรม ไปถึงก็ส่งภาษางงๆๆก่ะบ๋อยคุยกานไม่รู้เรื่องสักที โชคดีมาเจอลุงใจดีคนหนึ่งมากินร้านนี้ประจำ เข้ามาเข้าถามเป็นภาษาอังกฤษว่ามีอาไรให้ช่วยไหม แล้วก็อ่านเมนูภาษาอิตาลีให้เราฟังอ่ะ ใจดีมากๆๆ แถมชวนเรานั่งโต๊ะคุยด้วยนะ เลี้ยงไวน์เราด้วยอ่ะ น่ารักมาก นี่แหล่ะที่เคยคิดว่าเรานี่โชคดีจิงๆๆ ไปไหนก็บังเอิญจะเจอคนใจดีคอยช่วยเหลือตอนมีปัญหาเสมอ คุยไปคุยมาเค้าเล่าว่าเค้ามาจากอเมริกา ทำงานจนเกษียนแล้ว มีเงินเก็บพอสมควรเลยมาเที่ยวรอบโลก เที่ยวแล้วเกิดถูกใจที่อิตาลี้ชอบศิลปะ ก็เลยเอาเงินมาเรียนคอร์สภาษากับคอร์สอนุปริญญาด้านศิลปะวรรณคดีของที่นี่ อายุห้าสิบกว่าจาหกสิบแล้วนะ แต่เรียนเก่งมาก ภาษาอิตาลีก็พูดคล่อง เค้าบอกว่าเค้าซื้อบ้านอยู่ที่เมืองนี้เลย เพราะชอบมากเมืองนี้มีศิลปะให้ดูเยอะแย่ะ แล้วเค้าก็แนะนำสถานที่ให้เราด้วยอ่ะ น่าอิจฉาชีวิตเค้ามากๆๆเลย ทำงานมีลูก พอเก็บเงินได้สักก้อน ลูกๆๆแยกตัวไปแล้ว ก็ไปเที่ยวรอบโลกก่ะแฟน ชอบเมืองไหนก็อยู่เมืองนั้น อยากเรียนอาไรก็ไปเรียน อยากทำอาไรก็ทำ ดูมีความสุขดีอ่ะ เราจะได้มีชีวิตแบนี้บ้างไหมเนี่ย คุยกันเพลินจนลืมไปเลยว่าต้องเอาพิซซ่าไปให้แม่ก่ะพี่ไอซ์ก็เลยขอตัวไปก่อนน่ะ

 

พอเช้าเนื่องจากจองตั๋วรถไฟไว้บ่ายสาม มีเวลาเดินนิดหน่อยในเมือง (จิงๆๆน้อยมากเลยอ่ะ) ก็ได้เข้าไปเดินโบสถ์ในเมืองชอบมากเลย โบสถ์นี้ลักษณะเหมือนภาพวาดเลยอ่ะ พอเดินเข้าไปก็เจอพิพิธภัณฑ์ คิวยาวมากๆๆๆๆๆๆ แต่เราก็ไม่ได้เข้าอ่ะ ไม่ไหว เดินดูรอบๆๆก็ตื่นเต้นแล้ว มีรูปปั้นน้ำตกสวยมาก แต่น่าเสียดายที่เดินไปคนเดียว และก็มีเวลาน้อยน่ะ เลยได้แต่หาคนที่ดูน่าไว้ใจและพอพูดอังกฤษได้ให้ถ่ายรูปให้น่ะ ก็โชคดีอีกล่ะเจอคนใจดี หลายคนเลย แต่ก็ถ่ายได้มาแค่ไม่กี่รูป มีเวลาเดินได้แปบนึง แต่ก็ได้เห็นอาไรเยอะแย่ะ รูปปั้นที่นี่แต่ล่ะอัน สวยมาก ปกติเห็นแต่ในหนัง นี่ได้มาเห็นของจริง แล้วเดินไปก็จะมีคนแต่งตัวเป็นรูปปั้น ยืนแข็งให้คนถ่ายรูป แล้วถ้าไปให้เงินเค้า เค้าจะเล่นกับเราแล้วก็ตั้งท่าถ่ายรูปกับเราด้วย ก้แปลกดีเนาะ เดินต่อไปจนถึงสะพานที่มีร้านขายทองบนสะพาน (อิตาลีมีชื่อเสียงเรื่องทองเค น่ะ เราก็พึ่งรู้เหมือนกัน) อยากจะเข้าไปดูนะแต่กลัวว่าจะไม่ทันก็เลยเดินกลับซ่ะก่อน เดี๋ยวพี่ไอซ์กับแม่แกจารอนาน แล้วก็แอบแวะซื้อไอติมกิน ไอติมที่นี่ตักได้น่ากินมาก เค้าไม่ตักเป็นลูกกลมๆๆเหมือนบ้านเรานะ เค้าจะตักมาโปะๆให้ดุเหมือนภูเขาน่ากินดี เสียดายที่ลืมถ่ายรูปมาให้ดูเพราะเอาแต่กินนั่นแหล่ะ อิอิ แล้วก็จับรถไฟมาเที่ยวโรมเมืองหลวงของอิตาลีต่อเลย

 

มาถึงโรมก็เริ่มต้นหาที่พักที่จองเอาไว้ ที่แรกในแผนที่บอกว่าใกล้มาก เดินห้านาทีถึง แต่คุณแม่แกเหนื่อยว่าจะนั่งแท็กซี่ พอเอาแผนที่ให้แท็กซี่ดู มันบอกว่าเดินไปนิดเดียวเอง มันเลยไม่รับ ให้เดินไปเอง เราก็เดินวนไปวนมาอยู่แถวๆที่ที่แผนที่มันบอกแหละไม่เจอสักที ถามแล้วถามอีก ก็งง ต้องมองดีๆๆถึงจะเห็นเพราะเป็น Hostel ที่อยู่ในตึกไม่มีป้ายชัดเจน มีแต่ป้ายเล็กๆๆติดอยู่ที่ตรงกริ่งประตู ดีนะที่สังเกตบ้านเลขที่เอาเลยหาเจอ ทางเข้าไปก็น่ากลัว เป็นประตูใหญ่ เปิดเข้าไปมืดๆๆ ไม่มีอาไรเลยมีแต่ลิฟท์กรงเหล็กอันเดียวอ่ะ แค่นี้สาวๆๆก็เริ่มบ่นแล้วอ่ะ ว่าแน่ใจอ่ะป่าว แต่พอขึ้นไป ก็เห็นว่าโรงแรมก็โอเคนะ ห้องก็สะอาดใช้ได้ เพียงแต่มันหายากน่ะ ห้องก็กว้างดีด้วยนะ แล้วข้างล่างยังมีร้านอาหารถูกๆๆด้วย ก็โอเคอ่ะ เจ้าของก็พอพูดไทยได้นิดหน่อย เค้าบอกว่าเค้าเคยไปเที่ยวเมืองไทยมาน่ะ ก้เลยพอสื่อสารกันรู้เรื่องบ้าง แต่ส่วนใหญ่พูดอังกฤษซ่ะมากกว่า ตกกลางคืนเราก้อาสาออกไปหาข้อมูลเรื่องรถเที่ยวชมเมือง เนื่องจากคุณแม่คงเดินไม่ค่อยไหวแล้วอ่ะ เราก็เลยไปสำรวจหาจุดขึ้นรถก่อน เดินไปเดินมา ถ่ายรูปเพลินๆๆ เลยเดินจากสถานีรถไฟ ไปยังโคลอสเซี่ยมเฉยเลย ไม่รู้ว่าเดินไปได้ไงอ่ะ ระยะทางห่างกันประมาณห้ากิโลได้มั้ง แต่ก็โชคดดีได้ไปถ่ายรูปโคลอสเซี่ยมตอนกลางคืนด้วยอ่ะ ขากลับก็นั่งรถไฟกลับเลย เพราะขืนเดินต่อไปตายแน่ๆๆ วันรุ่งขึ้นก็ไปเที่ยวในเมือง นั่งรถ sight seeing ไปชมเมืองกัน เริ่มจากที่โคลอสเซี่ยมก่อน เป็นสนามต่อสู้ของชาวโรมันโบราณ ที่เราเคยเห็นกันในหนังเรื่องกลาดิเอเตอร์นั่นแหล่ะ ไม่คิดไม่ฝันเหมือนกันว่าเราจะได้มาเห็นของจริง ตอนแรกก็ก่ะจะเข้าไปข้างในเหมือนกัน แต่คิวยาวมากๆๆๆๆๆ แล้วเรามีเวลาเที่ยวแค่วันเดียวกลัวจะไม่ได้ไปที่อื่นต่อ ก็เลยต้องตัดใจอ่ะ เสียดายมากๆๆ แต่ก็ไปถ่ายรูปคู่ก่ะนั่งรบโรมันนะ โดนมันฟันไปสิบยูโร แต่ก็เอาน่าถือซ่ะว่าได้ถ่ายรูปอ่ะ จากนั้นก็นั่งรถชมมเองไปยังวาติกัน เป็นเหมือนประเทศของศาสนาคริสต์เลยทีเดียว ที่ที่พระสันตะปาปาอาศัยอยู่ มีอนาเขตในโณมนะ แต่เค้าถือว่าเป็นประเทศอีกประเทศหนึ่ง สวยมากๆๆเลย ขนาดแค่หน้าทางเข้าหน้าโบส์ถยังสวยขนาดนี้เลย ไปถึงเราก็หิวอ่ะ ก็ไปหาอาไรกิน พอดีมีคนมาเดินแจกใบปลิวร้านอาหารดูน่าสนใจ ก็เลยลองเข้าไปดูอ่ะ ปรากำว่ามันพาไปทางซอกหลืบอาไรก็ไม่รู้ดูน่ากลัวมาก แต่ก็ตามไปจนไปเจอร้านอาหาร ทีแรกก็นึกว่าจาโดนมันหลอก แต่เข้าไปกินก็อาร่อยดีนะ แต่ร้านมันดูลึกลับมาก มิน่าล่ะถึงต้องมีคนแจกใบปลิว คอยโฆษณาพาเข้าไปอ่ะ พอนั่งไปสักพัก คนนั้นก็พาลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆๆเลยนะ สงสัยจาได้เยอะ จากนั้นก็ตั้งใจจะเข้าไปในเมืองวาติกัน ไปดูโบส์ถวาติกัน ภาพเขียนของไมเคิลแองเจโล วาดฝันซ่ะดิบดี ปรากฏว่า มันปิดอ่ะ เค้าบอกว่าวันนี้จะมีพิธีอาไรก็ไม่รู้เลยปิดเร็วกว่าปกติ ถงึกลับเซ็งอ่ะ ทีแรกคิดว่าจะกลับมาตอนเช้ามาเข้าแปบนึงก่อนกลับก็ยังดี แต่ก็กลัวตกเครื่องบินอ่ะ พอไม่ได้เข้าก็เลยไปส่งโปสการ์ดแทน ส่งโปสการ์ดจากที่นี่จะได้ประทับตราวาติกันนะ ไม่ใช่กรุงโรม เค้าเลยบอกว่ามาส่งไปรษณีย์ที่นี่จะพิเศษกว่าที่อื่น มีคนมาส่งเพียบเลย เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อีกอย่างหนึ่ง จากนั้นก็ไปถ่ายรูปต่อ ไปตามรถ sight seeing ไปเรื่อยๆๆทีแรกพี่ไอซ์อยากไปที่น้ำพุ ที่เมื่อโยนเหรียญแล้วอธิษฐานจะได้กลับมาที่อิตาลีอีกครั้งอ่ะ เราก็จำชื่อไม่ได้ ปรากฏว่าหาไม่เจออ่ะ ก็เลยต้องกลับไปเพราะมันเย็นแล้ว แต่เราก็ขอตัวออกมาลุยคนเดียว เพราะตอนนั้นก่ะว่าจะลองนั่งรถไฟไปวาติกัน แล้วคำนวณเวลากลับมาที่โรงแรม ว่าจะทันไปเครื่องบินตอนเช้าไหม เพราะอยากเข้าวาติกันมาก ตอนก่อนที่จะไปสถานีรถไฟ พอดีอยากไปดู Time elevator เป็นโรงหนังที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์โรมแบบสามมิติ ก็เลยไปเดินหาอ่ะ เดินเป็นชั่วโมงๆเหนื่อยมากๆกว่าจะหาเจอ พอหาเจอก้ได้เข้าไปดูก็รู้สึกคุ้มอ่ะ รู้อาไรเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยอ่ะ จากนั้นระหว่างที่เดินก็ดันหลงเข้าไปบังเอิญเจอน้ำพุที่ว่าตอนแรก สวยมากๆๆเลย คนเพียบเลยอ่ะ มีแต่คนไปยืนโยนเหรียญกัน ไอ้เราก็ไปคนเดียว ไม่มีใครถ่ายรูปเราตอนโยนเหรียญให้อ่ะ เลยต้องไปขอคนแถวนั้น ถ่ายมาภาพก้ไม่ชัดอีกอ่ะ มัวๆ แต่ก็ดีกว่าไม่มีภาพเนาะ แล้วก็ไปวาติดกัน ไปถ่ายรูปวาติกันตอนกลางคืน สวยมากๆๆ เสียดายที่ไม่เอาขาตั้งกล้องไป ไม่งั้นจะได้รูปที่สวยกว่านี้แน่ๆๆอ่ะ ถ่ายเพลินจนลืมดูเวลา รถไฟที่นั่งมามันปิดแล้วอ่ะ ซวยอะดิ จานั่งรถเมล์ก็กลัวหลงไปไกล เลยตัดสินใจควักแผนที่กาง เดินลุยเลยอ่ะ ระยะทางประมาณ เกือบสิบโลได้อ่ะ แถมเดินเข้าไปในเมืองที่มีตรอกซอกซอยเยอะด้วยอ่ะ ไม่รุ้ว่ากลับมาได้ไง แต่ก็ดีนะ พอได้มาเดินหลง ก้ไปเจออาไรหลายๆๆอย่างที่ไม่เคยเห็นอ่ะ รู้สึกสนุกมากๆๆเลยช่วงนั้น แทบจาไม่กังวลเลยนะว่าจะได้กลับไปรึป่าว แต่กลับรู้สึกมันส์ที่ได้เดินสำรวจไปเรื่อยๆๆอ่ะ ทั้งๆที่หนาวก็หนาวนะ หิวก็หิว แต่ก็มันส์ดี ได้ไปที่น้ำพุนั้นอีกรอบด้วย คนก็ยังเยอะเหมือนเดิมเลยอ่ะ ไม่ได้ลดลงเลย ขนาดจาห้าทุ่มแล้วนะ ระหว่างที่จะกลับไปถึงโรงแรม เจอคนเยอรมันเดินมาถามทางจาไปบาร์อาโกโก้ ไอ้เราก็หลงอยุ่แล้ว พอมีคนมาถามไม่รู้จาช่วยไงดี ได้แต่บอกมันไปว่าตอนนี้เราอยู่กันที่ไหน แต่เหมือนมันจาหังไม่รู้เรื่องหรือมันมาหลอกเราก็ไม่รู้อ่ะ มันย้อนคำถามเดิม แล้วควักใบปลิวร้านมาให้ดูแล้วบอกว่าที่นี่ดีมากๆๆ เหมือนประมาณว่าจะชักชวนเราไป ไอ้เราก็เจอแบบนี้ท่าไม่ดีแล้ว เลยตัดสินใจเผ่นดีก่าอ่ะ เดี๋ยวโดนอาไรไปไม่คุ้มอ่ะ ก็เลยเดินจ้ำอ้าวเผ่นมาเลยอ่ะ กว่าจะถึงโรงแรมแทบตาย พอมาถึงก็ดีใจมาก แม่เค้าก็เป็นห่วงนึกว่าหลงไปไหนซ่ะแล้วอ่ะดิ รุ่งเช้าก็เดินทางกลับไม่ได้ไปไหนต่อเลย เพราะเดินจนเหนื่อยเลยอ่ะ

 

จบซ่ะทีทริปยุโรปคราวนี้ จิงๆๆยังมีสรุปอีกนะ แต่เอาไว้ค่อยมาเขียนอีกภาคดีก่า เอาเป้นว่าทริปนี้ตอนที่รู้สึกสนุกที่สุดก็คือตอนเดินหลงคนเดียวนี่แหล่ะ ใครไม่เคยต้องมาลอง แล้วจะรู้ว่ามันมันส์แค่ไหนอ่ะ